Call Center : 0 2340 6499, 0 2340 6488   |  A  A  A



รู้ได้อย่างไรว่าคุณเป็นต้อหิน?



 

เพราะ...’ต้อหิน’ คือสาเหตุทำให้ตาบอดได้มากที่สุดอันดับสองรองจากต้อกระจก ซึ่งมีสาเหตุจากการเสื่อมของขั้วประสาทตา ที่สำคัญโรคนี้มักไม่ค่อยแสดงอาการ คนที่เป็นต้อหินจึงมาพบแพทย์เมื่อโรคเป็นมากแล้ว ทำให้การรักษาไม่ทันท่วงที นำไปสู่ความมืดมนของดวงตา ดังนั้นการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกๆ ปี จึงสามารถประเมินได้ว่าเรามีความเสี่ยงเป็นต้อหินบางชนิดหรือไม่ เพื่อนำไปสู่การป้องกันก่อนที่จะเป็นโรคและสามารถรักษาได้ทันท่วงที

 

พญ.ขนิษฐา ตันติสิริสมบูรณ์ จักษุแพทย์ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ ได้อธิบายถึงโรคต้อหินด้วยการเล่าถึงเคสผู้ป่วยที่เคยมารับการรักษาเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพว่า “มีผู้รับบริการท่านหนึ่ง อายุ 45 ปี ไม่เคยตรวจตามาก่อน วันหนึ่งลูกพามาตรวจสุขภาพ จึงได้รับการตรวจสุขภาพตาเป็นครั้งแรก ผู้รับบริการท่านดังกล่าวไม่เคยมีอาการผิดปกติใดๆ เกี่ยวกับตามาก่อน จึงไม่เคยพบจักษุแพทย์”

จากการตรวจตาพบว่าไม่มีตามัว แต่มีความดันลูกตาสูงทั้งสองข้าง และขั้วประสาทตาลึกผิดปกติ จึงได้ส่งตรวจลานสายตา และสแกนขั้วประสาทตา พบมีลักษณะเข้าได้กับต้อหินทั้ง 2 ตา เมื่อซักประวัติเพิ่มพบว่ามีประวัติคุณพ่อเป็นต้อหิน แพทย์จึงวินิจฉัยว่าเป็นต้อหิน และเริ่มให้การรักษาโดยการหยอดยา ทำให้สามารถควบคุมความดันตาให้กลับมาเป็นปกติ”      

 

                                             

 

 

ต้อหินคืออะไร?

‘ต้อหิน’ ไม่ได้หมายถึงการมีก้อนหรือมีหินอยู่ในตา แต่หมายถึง ‘โรคที่มีความดันลูกตาสูง ทำให้ลูกตาแข็งเหมือนหิน’ และความดันลูกตาที่สูงนี้จะทำให้เกิดการกดเส้นประสาทตา ทำให้เซลล์ประสาทตาถูกทำลายลงไปช้าๆ จนตาบอดได้ในที่สุดถ้าไม่ได้รับการรักษา

 

 

                                               

 

 

ใครบ้างมีโอกาสเสี่ยงเป็นต้อหิน?

‘ต้อหิน’ ถือเป็นภัยเงียบ ในต้อหินมุมเปิดมักไม่มีอาการ และมักตรวจพบเมื่อมาตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ จึงทำให้กว่าที่ผู้ป่วยต้อหินจะได้รับการวินิจฉัยและรักษามักจะเป็นมากแล้ว สาเหตุของต้อหิน ส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุ และมีบางส่วนเป็นกรรมพันธุ์ หากมีคนในครอบครัวเป็น ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นต้อหินมากกว่าปกติ ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ สายตาสั้นหรือยาว ผลกระทบจากโรคเบาหวาน

 

                                               

 

         

การวินิจฉัยและรักษา

การวินิจฉัย อาศัยการตรวจตา การวัดความดันลูกตา ตรวจจอประสาทตา การตรวจลานสายตา ร่วมกับการสแกนขั้วประสาทตาด้วยเครื่อง OCT (Optical Coherence Tomography) สำหรับการรักษามักจะเริ่มต้นด้วยการหยอดยาเพื่อลดความดันลูกตา และในกรณีที่หยอดยาแล้วไม่ได้ผลจึงรักษาด้วยการผ่าตัด

 

 

                                                

 

การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำสามารถลดความเสี่ยงได้หรือไม่?

แนะนำว่าควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีประวัติโรคต้อหินในครอบครัว และผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญ โรคตาบางโรคอาจไม่มีอาการ และย่อมดีกว่าหากตรวจพบแต่เนิ่นๆ

 

 

 

                                           

                                                                       

                                                                                  บทความโดย : พญ.ขนิษฐา ตันติสิริสมบูรณ์ จักษุแพทย์ โรงพยาบาลไทยนครินทร์

 




บาคาร่าออนไลน์สูตรบาคาร่าKUBETซอคเกอร์ลีก สล็อตคาสิโนออนไลน์เครดิตฟรี