Call Center : 0 2340 6499, 0 2340 6488   |  A  A  A



วิกฤต COVID-19 คุณแม่ตั้งครรภ์เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนแค่ไหน



 

การตั้งครรรภ์  นอกจากเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำครั้งหนึ่งในชีวิตของผู้หญิงแล้ว การตั้งครรภ์ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายครั้งยิ่งใหญ่สำหรับผู้หญิงด้วยเช่นกัน  ทั่วไปแล้วคุณแม่ตั้งครรภ์ มักจะมีการเปลี่ยนแปลงในร่างกายหลากหลายรูปแบบ  ซึ่งมีทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เป็นปกติและผิดปกติ

 

แพทย์หญิงจิระดา พานิชขจรกุล  สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ ด้อธิบายว่า “ปกติการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ มาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์  ซึ่งฮอร์โมนจะมีผลกับหลายระบบภายในร่างกาย อาทิ ระบบทางเดินอาหาร  ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์  คุณแม่อาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน  ท้องอืด ท้องผูก  หรือกรดไหลย้อนได้  ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดจากฮอร์โมนที่มีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อเรียบ   โดยไม่สามารถระบุได้ว่าคุณแม่ตั้งครรภ์แต่ละท่านจะมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวเองมากน้อยแค่ไหน  แต่มักจะไม่เป็นอันตรายและส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นเมื่อคุณแม่เข้าสู่ระยะการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 12 ขึ้นไป   เป็นผลจากระดับฮอร์โมนเริ่มลดลง จึงทำให้อาการต่างๆ ค่อย ๆ ดีขึ้น 

 

 

ส่วนการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น มดลูกมีขนาดโตขึ้น ทำให้มีผลต่อการเดินทางของปัสสาวะได้ไม่ดี  ในคุณแม่บางรายอาจพบปัญหา การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้   หรือในบางรายอาจพบอาการริดสีดวงทวาร หรือเส้นเลือดขอดจากเส้นเลือดโป่งพอง ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนที่มีผลต่อผนังของเส้นเลือดคลายตัว  โดยถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่พบได้เป็นปกติในคุณแม่ตั้งครรภ์

 

สำหรับคุณแม่บางราย อาจพบปัญหาของการตั้งครรภ์ที่ไม่ปกติ หรือเรียกว่า ‘เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์’ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ได้” 

          แพทย์หญิงจิระดา  ระบุว่า “ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์  แบ่งออกเป็น 3 ไตรมาส โดยไตรมาสที่ 1 คือ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์  ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเจอได้ เช่น การแท้งบุตร ซึ่งหมายถึง การสิ้นสุดการตั้งครรภ์ในอายุครรภ์ที่ยังไม่เหมาะสม  โดยปัจจุบันนับตัดอายุครรภ์ที่ 20 สัปดาห์   สำหรับการแท้งบุตรมีหลายสาเหตุ  และอาจเกิดได้ในทุกช่วงไตรมาสของการตั้งครรภ์  แต่สำหรับไตรมาสแรก สาเหตุหลัก คือความผิดปกติเกี่ยวกับโครโมโซมในตัวอ่อน ซึ่งก็อาจทำให้การตั้งครรภ์นั้นต้องยุติลง ส่วนการแท้งที่เกิดขึ้นในหลังไตรมาสแรกนั้น มักจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับความผิดปกติของโครโมโซม โรคทางพันธุกรรม ภาวะซีด  หรือโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยอาจเกิดขึ้นในไตรมาสหลังๆ

 

“นอกจากนี้ยังมีภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายคือ การท้องนอกมดลูก เป็นภาวะที่ตัวอ่อนมีการฝังตัวภายนอกมดลูก ไม่ได้ฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูก ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือ บริเวณท่อนำไข่ และส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้อง มีเลือดออก ซึ่งถ้ามีเลือดออกในช่องท้องปริมาณมาก หรือวินิจฉัยได้ช้า ก็อาจจะเป็นอันตรายต่อคุณแม่ได้เช่นกัน  นอกจากนี้ ภาวะแทรกซ้อนในไตรมาสอื่นที่คุณแม่อาจเจอได้จากโรคทางอายุรกรรม  เช่น ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ  ความดันโลหิตสูงและเบาหวานขณะตั้งครรภ์   ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีผลต่อการตั้งครรภ์ทั้งสิ้น”

 


 

 

COVID – 19 สามารถก่อภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ได้หรือไม่?

สำหรับปัจจุบันในสถานการณ์ที่เชื้อไวรัส COVID – 19 กำลังแพร่ระบาด และเริ่มขยายวงกว้างในประเทศไทย คุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆ คน คงเกิดอาการวิตก และกังวลว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้จะสามารถก่อภาวะแทรกซ้อน และเป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ หรือไม่...

 

แพทย์หญิงจิระดา  อธิบายว่า “ อย่างที่เราทราบกันโดยทั่วไปว่า  COVID – 19 เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่   ซึ่งเรายังไม่เคยเจอมาก่อน จึงทำให้ในขณะนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับไวรัส COVID-19  ที่มีผลต่อสตรีตั้งครรภ์ยังไม่เยอะมาก   แต่จากข้อมูลทางวิชาการที่มีอยู่ยังไม่มีหลักฐานว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อไวรัส COVID – 19   มีความเสี่ยงในการแท้งบุตร หรือเชื้อไวรัส COVID -19 จะสามารถถ่ายทอดผ่านน้ำคร่ำ น้ำนม และสายสะดือจากคุณแม่สู่ทารกในครรภ์ได้  เนื่องจากมีคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ COVID -19  และคลอดทารกออกมาแล้ว   เราได้เอาน้ำคร่ำและรกไปเพาะเชื้อ ซึ่งผลออกมาคือ  ยังไม่พบเชื้อ ซึ่งพอประมาณได้ว่า  ปัจจุบันเชื้อไวรัส COVID – 19 ยังไม่มีผลต่อทารกในครรภ์  แต่โดยทั่วไปเราอาจมองว่า  COVID – 19  น่าจะคล้ายกับไวรัสกลุ่มอื่นๆ ซึ่งถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ติดเชื้อเลยก็น่าจะดีกว่า”

 

 

ทั้งนี้ คุณหมอยังแนะนำว่า  อยากให้คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนหมั่นสังเกตตัวเองเพื่อให้รู้ว่าอาการแบบไหนที่ควรจะต้องมาพบแพทย์  อันดับแรกคือ คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรมีเลือดออก  ไม่ว่าจะไตรมาสไหนของการตั้งครรภ์ก็ตาม  หรือคุณแม่อาจมีอาการปวดท้อง ชนิดที่กดเจ็บ  ถูกหน้าท้องไม่ได้ หรือในคุณแม่บางรายที่รู้สึกว่า ตัวเองน้ำหนักขึ้นเร็วเกินไปหรือมีอาการบวมขึ้นจนผิดปกติ 

 

 “คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องหมั่นสังเกตว่า ทารกในครรภ์ดิ้นดีหรือไม่?  ถ้ารู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยลง หรือไม่ดิ้นเลย ภายใน 3 ชั่วโมง  ทั้งที่คุณแม่กระตุ้นให้ลูกดิ้นแล้ว แต่ก็ยังเงียบ หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบมาพบแพทย์ก่อนวันนัด

 

“ที่สำคัญในช่วงวิกฤตโรคระบาด COVID – 19 คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องดูแลตัวเองเพิ่มมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะสัมผัสเชื้อ COVID -19 โดยการหมั่นล้างมือบ่อยๆ ทำความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงไปในที่ชุมชนหรือสถานที่แออัด ลดการใกล้ชิดหรือเว้นระยะห่างทางสังคม สำคัญที่สุดคือ การสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในสถานที่สาธารณะ”

 

สำหรับแนวทางในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์ คือการตรวจสุขภาพก่อนที่จะวางแผนมีลูก และเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ก็ควรรีบฝากครรภ์โดยเร็วเพื่อให้แพทย์ได้ดูแลและติดตามอาการ  รวมถึงวินิจฉัยความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคแทรกซ้อนที่อาจต้องระวัง  และหากพบว่าตัวเองมีภาวะผิดที่ปกติ ก็ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที   เพื่อผลลัพธ์ของการตั้งครรภ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ไร้ปัญหา  เพื่อลูกน้อยที่คลอดออกมา จะได้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์

 

                                                             เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์: แพทย์หญิงจิระดา พานิชขจรกุล  สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลไทยนครินทร์




บาคาร่าออนไลน์สูตรบาคาร่าKUBETซอคเกอร์ลีก สล็อตคาสิโนออนไลน์เครดิตฟรี